Author: ulgadmin

10 สิ่งควรรู้ก่อนทำ seo

10 สิ่งควรรู้ก่อนทำ seo ตอนนี้หลายๆ คนเริ่มรู้แล้วว่า วิธีการที่จะทำให้สินค้าหรือเว็บของเราให้เป็นที่รู้จัก ต้องใช้การตลาดออนไลน์ และโดยธรรมชาติของคนที่ต้องการจะซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องทำการค้นหาผ่าน search engine อย่าง google หรือ baidu ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆ คน จึงพยายามเป็นอย่างมากที่จะทำอย่างไรก็ได้ ให้คนค้นหาสินค้าหรือบริการเจอะเจอเว็บไซต์ของเราผ่านผลการค้นหา ซึ่งกรรมมาวิธีแบบนี้แหละที่เราเรียกการว่า การทำ seo มาดูกันว่า 10 สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำ SEO มีอะไรบ้าง? แน่นอนว่า การทำ seo มีสูตรและมีการปรับตัวตลอดเวลาตาม algorithm ที่เปลี่ยนแปลงไปตาม search engine งั้นถ้าเราอยากจะทำ seo เราควรจะรู้อะไรบ้าง? 1. รู้ว่า สินค้าและบริการของเรา คืออะไร เพื่อนำ สิ่งนี้นมาใช้เป็น keywords การรู้จักตัวตนของเราเอง คือ หัวใจหลักในการทำ seo กันเลย เพราะถ้าเรารู้ได้ว่า อะไรคือ สินค้าที่เป็นตัวขายของเรา หรือ ถ้ารู้จุดเด่นของตัวเองได้ เราจึงสามารถนำจุดเด่น จุดนั้นมาใช้ในการทำ kw ได้เป็นอย่างดี เช่น หากเราทำธุรกิจโรงแรม บนเกาะช้าง แน่นอนว่า ในพื้นที่เดียวกันจะมีคนทำโรงแรมอยู่อย่างมากมาย แต่สิ่งที่ต่างอาจจะเป็น โรงแรมที่เป็นบ้านทรงไทย เปิดโล่งให้เห็นวิวได้ 360องศา อย่าง ชีวาปุรี รีสอร์ท หรือ โรงแรมที่สามารถให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาพักร่วมกับเจ้าของได้ เป๋นต้น สิ่งเหล่านี้แหละ คือ จุดเด่นและความต่าง ที่จะทำให้เกิดมูลค่าทางการค้นหาและเรียกคนเข้าเว็บ พร้อมสั่งซื้อสินค้าหรือบริการของเราได้เป็นอย่างดี การรู้จุดเด่น ของตัวเอง จะทำให้เราสามารถสร้าง brand เป็นของตัวเองได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าพูดถึง รองเท้าเพื่อสุขภาพ เราจะนึกถึง filpflop ซึ่งจะทำให้มันกลายเป็น kw ที่จะใช้เรียกคนเข้าเว็บไซต์เรา หรือเจ้ามาค้นหาผ่าน kw ที่เราต้องการได้ อีกทั้งยังสามารถกลบจุดด้อยของเราจนคนมองข้ามกันไปเลยทีเดียว การรู้จักตัวเองไม่เพียงแค่รู้จุดเด่นของเราเท่านั้น ยังต้องรู้และประกาศให้คนอื่นๆ รู้ด้วยว่า เราขายอะไร ให้บริการอะไร เพื่อสร้าง branding ตัวเองให้ชัด จึงเป็นสิ่งที่ขาดหรือหลงลืมไปไม่ได้เลยในการ seo นี่เป็นจุดหลัก ของ 10 สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำ SEO เลยนะจ๊ะ.. 2. รู้ว่า เว็บไซต์ของเรา พัฒนาจากอะไร ในการทำ seo สิ่งสำคัญมาก และจะขาดหายไปไม่ได้เลย ก็คือ โครงสร้างเว็บไซต์ หรือภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์นั่นเอง อย่าคิดว่า ว่าใช้อะไรทำเว็บไซต์ก็ได้เชียว เพราะภาษาที่พัฒนาเว็บไซต์มีความยากง่าย ในการที่จะให้ robot วิ่งเข้ามาเก็บข้อมูลที่ต่างกัน ว่ากันง่ายๆ ถ้าเว็บเราใช้ flash ล้วนๆ ในการพัฒนา กับคู่แข่งเราใช้ html ปกติ เว็บของคู่แข่งเราจะมีอันดับในผลการค้นหาที่ดีกว่าแน่นอน เพราะ robot ของแต่ละ search engine แทบจะไม่สามารถอ่านข้อมูลใน flash ได้เลย ซึ่งอันนี้ เป็นเพียงแค่เบื้องต้นเท่านั้น ถ้าทั้งเราและคู่แข่งเป็น html ทั้งคู่ robot ก็จะเข้าไปอ่าน code อีกว่า มีใครใช้ java, ใครใช้ template ซึ่งแต่ละส่วน แต่ละจุด จะมีการให้คะแนนเพื่อนำเว็บไซต์ไปจัดอันดับที่ต่างกัน ดังนั้นภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่แพ้การรู้จุดเด่นของเราเลยทีเดียว 3. เนื่อหาภายในเว็บสำคัญมาก ต้องมีสิ่งที่เราค้นหา เนื้อหาภายในเว็บไซต์ คือสิ่งที่เรียกได้ว่า โคตรสำคัญ และหลายๆ คนมักตกม้าตายในข้อนี้ คือ รู้แล้วว่าอะไรคือ จุดเด่นของธุรกิจเรา รู้ว่าเว็บไซต์เราพัฒนาด่วยอะไรและ จะ support seo ได้อย่างไรบ้าง แต่กลับไม่นำ จุดเด่น หรือคำค้นหาที่ต้องการให้คนค้นหาแล้วเจอเรา มาใส่ในเนื้อหาภายในเว็บไซต์ของเราเลย บางเว็บเปิดเข้าไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เว็บนี้ ขายอะไร? หรือให้บริการอะไรบ้าง ดังนั้น อย่าลืม ใส่ kw หรือคำค้นหาที่ต้องการให้คนอื่นๆ ค้นหาแล้วเจอเราในเนื้อหาภายในเว็บไซต์ของเราด้วย 4. จำนวนคนเข้าเว็บ มีผลกับอันดับด้วย คนเข้าเว็บมีผลกับการจัดอ้นดับด้วยนะจ๊ะ แต่การเข้าเว็บตัวเองบ่อยๆ อาจเกิดผลเสียได้ ถ้าถามว่า ทำไมจำนวนคนเข้าเว็บถึงมีผล เพราะ robot มองว่า การที่มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์เยอะๆ แสดงว่า คนอาจจะชอบอ่านเนื้อหาภายในเว็บไซต์นั้นๆ หรือมีอะไรดีที่ robot ไม่สามารถจับข้อมูลมาได้ก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่ได้ดูแค่จำนวนคนเข้าเว็บเท่านั้น มันยังไปดูไปถึง วิธีการเข้ามาของแต่ละบุคคล รวมการเข่ามาแล้วออกไปอีกด้วย แต่ถ้าใครคิดว่า งั้นเราคลิกเข้าดูเว็บตัวเองบ่อยๆ ก็ช่วยดันอันดับได้ซิ ซึ่งบางส่วนได้ แต่ถ้า robot มันดูวิธีการเข้ามาของคนนั่นๆ หรือ ip ที่เข้ามาอย่างผิดปกติ จากคะแนนที่ควรจะได้เพิ่มก็กลับลดลงได้ทันทีเข่นกัน เข้าใจกันหน่อยยะ...

Read More

คนไทยได้รับกระทบอะไรกับการมาของ Jack Ma (Alibaba) บ้าง

คนไทยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อมีความร่วมมือกับทาง Jack Ma.. เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลไทย ได้จัดทำสัญญา MOU ร่วมกับ Jack Ma หรือเจ้าของเว็บไซต์ Aibaba ซึ่งเป็น เว็บไซต์ e-Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ผู้ประกอบ SMEs และบริษัทด้าน Ecommerce หันมาให้ความสนใจกับสัญญาที่เกิดขึ้นนี้เป็นอย่างมาก โดยความร่วมมือประกอบไปด้วย 4 หัวข้อหลัก เลยคือ 1) ความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ระหว่างสำนักงาน EEC และ Alibaba.com Singapore e-Commerce Private Limited 2) ความร่วมมือด้านการลงทุน Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC ระหว่างสำนักงาน EEC กรมศุลกากร และบริษัท Cainiao Smart Logistics Network Hong Kong Limited 3) ความร่วมมือด้านการพัฒนา SMEs และบุคลากรด้านดิจิทัลระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ Alibaba Business School 4) ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวผ่านดิจิทัลและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท Zhejiang Fliggy Network Technology Company Limited หมายเหตุ : EEC คือ ระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ดูรายละเอียดได้ที่ www.eeco.or.th Jack Ma มาไทยเรามาดูกันว่า “คนไทยได้รับกระทบอะไรกับการมาของ Jack Ma (Alibaba) ในครั้งนี้บ้าง” สินค้าไทยจะมีการส่งออกมากยิ่งขึ้น อย่างที่ข่าวที่เราเห็นกันอย่างมากมายว่า การที่ jack ma มาเยือนไทยในครั้งนี้ ทางเว็บไซต์ Tmall (เว็บขายของ ecommerce ในเครือ alibaba) ได้จัดโปรฯ การขายทุเรียนไทย ซึ่งสามารถขายได้ 60,000 ลูกใน 1 นาที รูปประกอบจาก positioningmag   ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนเลยว่า สินค้าไทยเราจะสามารถส่งออกไปขายที่จีนได้เยอะมาก เพราะคนจีนมีความต้องการสินค้าไทยสูงมาก… เน้น สูงมากกก สูงจน เราต้องกลับมามองศักยภาพของผู้ผลิตไทยด้วยว่าเราผลิตได้พอขนาดนั้นไหม? อย่าลืมว่า คนจีนมีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน อย่างที่หลายๆ คนพูดกัน ถ้าขายของให้คนจีนได้แค่ 1% ก็รวยแล้ว เราคิดง่ายๆ กันนะคะ ถ้าคนจีนแค่ 1% อยากได้ทุเรียนจากไทย ประเทศไทยต้องมีทุเรียนอย่างน้อย 14 ล้านลูก ในการส่งออก!! แล้วที่ต้องกินในประเทศและการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อีก บอกได้เลยว่า ผลิตไม่ทันแน่นอน   การแข่งขันด้านราคา จากปรากฏการณ์การขายทุเรียน 60,000 ลูกใน 1 นาทีนั้น ทาง Jack Ma ตั้งราคาขายคือ $199 หรือประมาณ 990 บาท อันนี้ จะดีมาก สำหรับผู้ผลิตสินค้าที่พร้อมจะส่งออก เพราะการนำสินค้าไปขายต่างประเทศนั้น จะทำให้ราคาดีขึ้น และสินค้าภายในประเทศจะแพงขึ้น เพราะต่างชาติมีกำลังในการซื้อมากว่า คนในประเทศเรากันเอง ทั้งนี้ เป็นเพราะสินค้าบางอย่าง คนไทยเราเอง มองว่าเป็นของที่หาได้ทั่วไป ในประเทศเรา ราคาจึงไม่สูง แต่ถ้ามีผู้ประกอบการส่งออกเพียงอย่างเดียว สินค้าขาดตลาดแน่ เพราะผู้ประกอบการไทย ส่งออกขายหมด.. จนไม่เก็บไว้ให้คนในประเทศ อันนี้ ก็จะคล้ายๆ กับ กรณีข้าวหอมมะลิไทย ที่มีชื่อเสียงมากสำหรับชาวต่างชาติ จนคนในประเทศเอง เราแทบจะไม่ได้กินข้าวหอมมะลิ ที่อร่อยๆ เลย และกลายเป็นว่า คนต่างชาติที่จะมาเมืองไทย แล้วอยากชิม ข้าวหอมมะลิ ที่เลืองชื่อ ก็ไม่สามารถหากินได้ในไทย เพราะข้าวดีๆ ส่งออกหมดแล้ว การหายไปของตัวกลาง หลายคนอาจ งง การหายไปของตัวกลาง หมายถึงอะไร? มันคือ พ่อค้าคนกลาง จะถูกตัดออกจากวงจรการซื้อ ใครที่มีอาชีพ ซื้อมา ขายไป เป็นพ่อค้าคนกลาง เริ่มจะอยู่ลำบากล่ะ… เพราะ Jack ma จะนำ plateform ของเรามาใช้ ทั้งการสอนให้ใช้งาน และเรียกให้เราเอาสินค้าไปขายบน plateform ของ alibaba แน่นอน ซึ่ง ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ เพราะราคาสินค้าจะถูกลง แต่… ทราบไหมคะว่า...

Read More

Introduction to Search Engine Marketing (SEM)

Introduction to Search Engine Marketing (SEM) การทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต คืออะไร อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งรวมข้อมูล และความรู้ขนาดใหญ่ที่สุด และกำลังได้รับความนิยมมากในการใช้งานปัจจุบัน และเนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่มากมายมหาศาลในอินเตอร์เน็ตนั้น ทำให้บางครั้งผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ จึงทำให้เกิดการพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตหรือเสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine) ขึ้นมา โดยระบบสืบค้นข้อมูลนั้นเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหา แต่เมื่อเว็บไซต์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและข้อมูลต่างๆ มีความหลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงต้องพัฒนาการค้นหาข้อมูลด้วยการกำหนดคำสำคัญ (Keyword) เพราะทำให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลได้ใกล้เคียงกับความต้องการมากที่สุด และจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีและอีเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (NECTEC) พบว่าลักษณะการใช้งานอินเตอร์เน็ตของผู้ใช้ทั่วไปนั้น เป็นการสืบค้นข้อมูลมากถึง 89.7% และจากการที่ผู้ใช้จำนวนมาก ทำการสืบค้นข้อมูลผ่านเสริช์เอนจิ้น เพื่อที่จะหาสินค้าหรือบริการที่ต้องการ ทำให้เกิดการแข่งขันของเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก ที่ต้องการจะผลักดันเว็บไซต์ของตนเองให้เข้าไปติดอันดับต้นๆ ของ การค้นหา โดยการทำให้เว็บไซต์ของตนเองเข้าไปติดอันดับต้นๆ ของการค้นหาใน Search Engine นั้น เรียกกว่าเป็น การตลาดผ่านเสริช์เอนจิ้น (Search Engine Marketing: SEM) โดย SEM คือ การทำการตลาดโดยผ่านการค้นหาทางเสริช์เอนจิ้น สามารถแบ่งการทำการตลาดในลักษณะนี้ออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อทำอันดับในผลการค้นหา Search Engine Optimization หรือ SEO การลงโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิ้ก Pay per Click Advertising หรือ PPC แสดงการค้นหาด้วย keyword “cheap car insurance uk” ใน google 1. SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับผลการค้นหาตามธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยมากถึง 200-300 ปัจจัย โดยแบ่งจากทำงานออกเป็น Onpage factor และ Offpage factor 2. PPC หรือ Google AdWords คือ การซื้อป้ายโฆษณาบนผลการค้นหาใน Google และต้องมีการประมูลแข่งราคากันจาก Keywords ที่ต้องการใช้งาน โดยสามารถทำติดอันดับได้ในเวลารวดเร็ว...

Read More

การทำ Search Engine Marketing มีความสำคัญอย่างไร

การทำ Search Engine Marketing มีความสำคัญอย่างไร ? ถ้าเราคิดที่จะหาอะไรสักอย่าง อย่างแรกเราคงต้องนึกถึง Web Search Marketing หรือ เครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ลูกค้าก็เช่นเดียวกัน หากต้องการจะค้นหาสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่างคงต้อง นึกถึง Web Search Engine หรือ เครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตและเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Web Search Engine ที่แบบที่นิยมในการใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกอันดับแรกคือ Google.com นั่นเอง อาจเพราะ Google ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วตรงใจภายในระยะเวลาการค้นหาเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที ผลลัพธ์ที่ต้องการค้นหา จะปรากฏแสดงบนหน้าจอ การทำ Search Engine Marketing ถือเป็นสุดยอดวิธีการโปรโมทเว็บไซต์ได้อย่างดีที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกโฆษณาแม้แต่น้อย จากพฤติกรรมการใช้ Internet ในปัจจุบัน ที่กว่า 80 % ของผู้ใช้นิยมค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการต่าง ๆ ผ่านทาง Search Engine ทำให้การโปรโมทเว็บไซต์ผ่าน Search Engine เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเทียบกับสื่อโฆษณาอื่นๆ อย่าง banner, email หรือสื่อหลักๆ อย่างวิทยุ...

Read More

Google Display Network คืออะไร

Google Display Network คืออะไร ? Google Display Network หรือ Google Content Network หรือ Google Placement คือ การลงโฆษณาในรูปแบบของ Pay Per Click หรือการเสียค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิก ซึ่งอาจจะดูคล้ายกับ Google Adwords เพียงแต่ต่างกันตรงที่ตำแหน่งในการแสดงผล ถ้าเป็นของ Google Placement จะปรากฎโฆษณาบนเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับทาง Google โดยสามารถแสดงผลการโฆษณาทั้งในรูปแบบ ตัวอักษร หรือรูปภาพ ตามการรองรับของเว็บไซต์นั้น ๆ ในขณะที่ทาง Google Adwords จะปรากฎผลการโฆษณาบน www.google.com เพียงเว็บไซต์เดียว ประโยชน์ในการลงโฆษณา Google Display Network            สร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ โดยวิธีการสร้างแบรนด์ด้วยกูเกิล เครื่องมือยอดฮิตที่จะทำให้การสร้างแบรนด์ของคุณเป็นไปแบบประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นที่จดจำ และทั่วถึง หากมีการลงโฆษณาเฉพาะในส่วนที่เป็นการค้นหา (Search) เพียงเท่านั้น จะไม่สามารถสร้าง brand ให้ลูกค้ารู้จักได้ดีเท่ากับการลงโฆษณาในลักษณะ Content Network ซึ่งการลงโฆษณาในลักษณะของ Content Network ทำให้ครอบคลุมวงจรการซื้อได้มากกว่า แต่ปัจจุบัน เราสามารถนำโฆษณาของเราไปติดในเว็บไซต์ต่างๆ ได้ โดยคิดค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Cost Per Impression (CPM) หรือ Cost Per Click (CPC) ก็ได้ ซึ่งเป็นราคาที่เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ด้วยตัวเราเอง ความสามารถนี้เราเรียกว่าการทำ Google Content Network หรือ Google Display Network หรือ Google Placement ซึ่งเป็น function ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ภายในวิธีการลงโฆษณาของ Google AdWords โดยเราสามารถเลือกได้ว่า จะเปิดใช้งาน function ของ Google Content Network นี้หรือไม่? ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่า เราจะนำโฆษณาของเราไปปรากฏในเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาในเรื่องแบบใดบ้าง ตัวอย่าง Google Content Network หรือ Google Display Network หรือ Google Placement ภาพที่ 1 เว็บไซต์  : www.beauty.spokedark.tv   ภาพที่ 2 เว็บไซต์ : www.teenee.com รูปแบบในการปรากฎโฆษณา แบ่งออกเป็น 2 แบบ 1.โฆษณาแบบ Text โฆษณาแบบข้อความ เนื่องจากเว็บไซต์พันธมิตรบางเว็บไซต์รองรับเฉพาะ Text Ads ซึ่งสามารถเลือกให้ลงโฆษณาแบบ Text ได้ ดังภาพตัวอย่าง โดยสามารถใส่ข้อความได้ 3 บรรทัด ดังนี้ 1. Headline หรือ พาดหัว: สามารถใส่ข้อความได้ 25 อักขระ [รวมการเว้นวรรค] 2. บรรทัดคำอธิบาย 1 : สามารถใส่ข้อความได้บรรทัดละ 35 อักขระ [รวมการเว้นวรรค] 3. บรรทัดคำอธิบาย 2 : สามารถใส่ข้อความได้บรรทัดละ 35 อักขระ [รวมการเว้นวรรค] 2. โฆษณาแบบรูปภาพ โฆษณาแบบรูปภาพนี้ จะขึ้นอยู่กับว่า เว็บไซต์พันธมิตรนั้นๆ สามารถรองรับไฟล์ขนาดใดได้บ้าง เราจึงต้องเตรียมไฟล์รูปภาพที่ปรับขนาดและรูปแบบอย่างเหมาะสม ข้อกำหนดด้านขนาดและรูปแบบขึ้นอยู่กับเว็บไซต์ที่เราต้องการให้แสดงโฆษณา ยกตัวอย่างขนาดที่ทาง Google รองรับ รูปแบบไฟล์ที่ยอมรับ: .GIF, .JPG, .JPEG, .PNG, .SWF ขีดจำกัดขนาดไฟล์: ไม่เกิน 150 KB ทุกไฟล์ ขนาดโฆษณาที่รองรับ: 300 x 600 250 x 250 120 x 600 160 x 600 เป็นต้น ภาพที่  4  ตัวอย่างโฆษณาแบบรูปภาพขนาด 300x600  บนเว็บไซต์  www.teenee.com การเลือกเว็บไซต์พันธมิตรของ Google ในการขึ้นโฆษณาให้เหมาะกับธุรกิจของเรา 1. กำหนดเป้าหมายตามบริบท : เสาะหาตำแหน่งที่ดีที่สุดบนเครือข่ายดิสเพลย์ของ Google ที่จะแสดงโฆษณาของคุณ ซึ่งสามารถช่วยแสดงโฆษณาของคุณต่อผู้ชมที่สนใจธุรกิจของคุณ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเพิ่มยอดคลิกและยอดขายของคุณได้ 2. เลือกไซต์หรือหน้าเว็บที่เฉพาะเจาะจง : แสดงสารบนเว็บไซต์ที่คุณคิดว่าตรงที่สุดกับธุรกิจของคุณโดยใช้การกำหนดเป้าหมายจากตำแหน่ง เมื่อคุณเพิ่มตำแหน่งที่จัดการแล้ว...

Read More